CVE

Common Vulnerabilities and Exposures

ระบบมาตรฐานสากลในการจัดหมวดหมู่และระบุช่องโหว่ทางไซเบอร์
ก่อตั้งเมื่อปี 1999โดย MITRE Corporation ภายใต้การสนับสนุนของ CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency)

ทำไม CVE ถึงสำคัญ
กับธุรกิจ FinTech?

CVE (Common Vulnerabilities and Exposures) คือระบบกลางในการ ตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่ช่องโหว่ทางไซเบอร์ ที่เป็นมาตรฐานสากล
โดยแต่ละช่องโหว่จะได้รับรหัสเฉพาะ (CVE ID) เช่น CVE-2024-XXXX ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดถึงช่องโหว่เดียวกันได้อย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจ FinTech ที่ต้องจัดการกับข้อมูลทางการเงินที่มีความอ่อนไหวสูงการติดตาม CVE อย่างใกล้ชิดคือหัวใจสำคัญ
ของการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพราะแฮกเกอร์มักใช้ช่องโหว่ที่มี CVE อยู่แล้วในการโจมตีระบบที่ยังไม่ได้แพตช์

ในปี 2025 ตรวจพบ

45000+

สถิติในปีที่ผ่านมา

คาดการณ์ ปี 2026

50000+

คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ตรวจพบ

130+

ช่องโหว่ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน

ระบบนิเวศของ CVE และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

CVE ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบที่ครอบคลุมในการจัดการช่องโหว่ทางไซเบอร์

CVE List (MITRE)

ระบบกลางที่กำหนดรหัส CVE ID ให้กับช่องโหว่ที่ถูกค้นพบทั่วโลก แต่ละรายการประกอบด้วย รหัส, คำอธิบาย, และลิงก์อ้างอิง

NVD (NIST)

National Vulnerability Database – เพิ่มคะแนน CVSS, การจำแนกประเภท CWE, และข้อมูลการแก้ไขให้กับ CVE แต่ละรายการ

CVE Numbering Authority (CNA)

องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ออกรหัส CVE ID เช่น Microsoft, Google, Red Hat สำหรับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

Security Advisories

ประกาศความปลอดภัยจากผู้ผลิตซอฟต์แวร์และหน่วยงานกำกับ ที่อ้างอิง CVE ID เพื่อให้ผู้ใช้งานอัปเดตแพตช์

การจัดระดับความรุนแรงของช่องโหว่

CVSS (Common Vulnerability Scoring System) คือมาตรฐานในการประเมินความรุนแรงของช่องโหว่ โดยให้คะแนน 0.0 – 10.0 ช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขได้

0.1 – 3.9

Low (ต่ำ)
เป็นช่องโหว่ที่เจาะได้ยากมากและแทบไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบ มักเป็นเพียงการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่สำคัญ หรือต้องการการเข้าถึงเครื่องโดยตรง

4.0 – 6.9

Medium (ปานกลาง)
เป็นช่องโหว่ที่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ใช้หรือต้องเจาะผ่านระบบป้องกันหลายชั้น โดยผลกระทบจะจำกัดอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ลามไปสู่ระบบหลักทั้งหมด

7.0 – 8.9

High (สูง)
เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลหรือระบบหยุดทำงานได้ แต่อาจต้องอาศัยสิทธิ์การใช้งานบางส่วน หรือต้องมีเงื่อนไขเฉพาะในการโจมตีสำเร็จ

9.0 – 10.0

Critical (วิกฤต)
เป็นช่องโหว่ที่แฮกเกอร์สามารถเข้าควบคุมระบบได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน และมักส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลในวงกว้างทันที

0

None (ไม่มั)
เป็นการระบุว่าระบบไม่พบความเสี่ยงหรือช่องโหว่ใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย ข้อมูลและความพร้อมใช้งานของระบบยังคงอยู่ในสถานะปกติ

แนวโน้มช่องโหว่ที่ต้องจับตาในปี 2026

ในปี 2026 ภัยคุกคามมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น องค์กรต้องก้าวให้ทันการโจมตีที่ซับซ้อนเหล่านี้

บริการด้าน CVE จาก CODEFIN

บริษัท โค้ดฟิน จำกัด มีกระบวนการติดตามและจัดการช่องโหว่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ระบบ FinTech ของลูกค้าปลอดภัยจากภัยคุกคามที่รู้จักอยู่แล้ว

แนวทางการจัดการ CVE ของ CODEFIN

ทุกโครงการของ CODEFIN มีกระบวนการติดตามและจัดการช่องโหว่ที่เป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของลูกค้าได้รับการอัปเดตความปลอดภัยอย่างทันท่วงที

  • ติดตาม NVD และ CVE List อย่างสม่ำเสมอสำหรับเทคโนโลยีที่ใช้งาน
  • ใช้ Software Composition Analysis (SCA) ตรวจสอบ Dependencies
  • กำหนด SLA ในการแพตช์ช่องโหว่ตามระดับความรุนแรง CVSS
  • จัดทำ Software Bill of Materials (SBOM) สำหรับทุกโครงการ
  • ทดสอบ Vulnerability Assessment ก่อน Production Release
  • อัปเดต Dependencies และ Security Patches เป็นประจำ

CODEFIN CVE SLA

  • 1

    Critical (CVSS 9.0+): แพตช์ภายใน 24 ชั่วโมง

  • 2
    High (CVSS 7.0-8.9): แพตช์ภายใน 72 ชั่วโมง
  • 3
    Medium (CVSS 4.0-6.9): แพตช์ภายใน 7 วัน
  • 4
    Low (CVSS < 4.0): แพตช์ในรอบ Release ถัดไป
  • 5

    Zero-Day: ประเมินและดำเนินการทันที