PDPA

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2565กำกับดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

ทำไม PDPA ถึงสำคัญ
กับธุรกิจ FinTech?

ธุรกิจ FinTech ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลปริมาณมหาศาล ทั้ง ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูล Biometric (ใบหน้า ลายนิ้วมือ)
ข้อมูลการยืนยันตัวตน (e-KYC) และข้อมูลธุรกรรมแบบ Real-time ซึ่งถือเป็น ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ที่ได้รับความคุ้มครองพิเศษตาม PDPA

การไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ส่งผลให้องค์กรเสี่ยงต้องโทษรุนแรง ทั้งโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท
(โดยเฉพาะกรณีข้อมูลอ่อนไหว) โทษอาญาจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท และโทษทางแพ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจริงบวกค่าสินไหมเพื่อการลงโทษอีกไม่เกิน 2 เท่า นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า
และความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กรที่ประเมินค่าไม่ได้

โทษทางแพ่ง

ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายจริง
ค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษ

โทษทางอาญา

ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท/จำคุกไม่เกิน 1 ปี
กรณีเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวโดยมิชอบ

โทษทางปกครอง

ปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท
กรณีฝ่าฝืนข้อกำหนด PDPA

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้

PDPA คุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล (Data Subject) อย่างเข้มงวด 7 ประการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

มาตรา 19 : สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม (Right to Withdraw Consent)

เจ้าของข้อมูลสามารถถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้ได้ตลอดเวลา โดยการถอนต้องทำได้ง่ายเหมือนตอนให้

มาตรา 30 : สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล (Right of Access)

ขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน หรือขอให้เปิดเผยที่มาของข้อมูลที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม

มาตรา 31 : สิทธิในการโอนย้ายข้อมูล (Right to Data Portability)

ขอรับข้อมูลในรูปแบบที่อ่านได้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์อัตโนมัติ และขอให้ส่งข้อมูลไปยังผู้ควบคุมข้อมูลอื่น

มาตรา 32 : สิทธิในการคัดค้าน (Right to Object)

คัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ในบางกรณี เช่น เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด

มาตรา 33 : สิทธิในการลบข้อมูล (Right to Erasure)

ขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวตนได้ หากข้อมูลหมดความจำเป็นหรือถอนความยินยอม

มาตรา 34 : สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูล (Right to Restriction of Processing)

ขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชั่วคราว เช่น ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องหรือระหว่างรอการลบ

มาตรา 35 : สิทธิในการแก้ไขข้อมูล (Right to Rectification)

ขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ฐานทางกฎหมาย 7 ประการ

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับในการประมวลผลข้อมูล (Lawful Basis) อย่างน้อย 1 ฐาน จากทั้งหมด 7 ฐาน ตามมาตรา 24 และ 26

ความยินยอม (Consent)

ขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลโดยชัดแจ้ง เป็นลายลักษณ์อักษรหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

สัญญา (Contract)

จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาที่เจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อดำเนินการตามคำขอก่อนเข้าทำสัญญา

หน้าที่ตามกฎหมาย (Legal Obligation)

จำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถือปฏิบัติ

ประโยชน์สาธารณะ (Public Interest)

จำเป็นต่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือใช้อำนาจรัฐที่ได้รับมอบหมาย

ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest)

จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลหรือบุคคลอื่น (โดยไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูล)

ป้องกันอันตราย (Vital Interest)

จำเป็นเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

จดหมายเหตุ/วิจัย/สถิติ (History/Research/Statistics)

เพื่อวัตถุประสงค์ทางประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ สาธารณประโยชน์ หรือการศึกษาวิจัยทางสถิติ (โดยมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม)

บริการด้าน PDPA จาก CODEFIN

บริษัท โค้ดฟิน จำกัด มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบ FinTech ที่ปฏิบัติตาม PDPA โดยนำหลักการ Privacy by Design มาใช้ในทุกโครงการ

แนวทางการพัฒนาของ CODEFIN

ทีม CODEFIN มีความเชี่ยวชาญด้าน PDPA Testing และ OWASP Testing พร้อมพัฒนาระบบให้ลูกค้าสถาบันการเงินชั้นนำ

  • ออกแบบระบบแบบ Privacy by Design & Default ตามมาตรา 37

  • สร้าง Consent Management ที่รองรับการเพิกถอนความยินยอม

  • พัฒนา Data Subject Request Portal สำหรับเจ้าของข้อมูล

  • ใช้ Data Encryption (AES-256) และ Anonymization

  • จัดทำ Record of Processing Activities (RoPA) ตามมาตรา 39

  • ออกแบบ Data Breach Notification ภายใน 72 ชั่วโมง